Posted in เรื่องเล่าจากที่ทำงาน

Treaty Renewal ภาคต่อ

วันนี้จะมาพูดถึงรายละเอียดของข้อมูลสถิติที่ใช้การต่ออายุสัญญาประกันต่อ ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะข้อมูลดังกล่าว ผู้บริหารจะต้องใช้ในการตัดสินใจซื้อความคุ้มครอง ว่าต้องซื้อเท่าไหร่ถึงจะพอ เพราะถ้าซื้อเยอะ ค่าใช้จ่ายที่เราต้องจ่าย ณ วันเริ่มสัญญาก็มาก ต้นทุนในการทำธุรกิจก็มากไปด้วย ในส่วนนี้ คือ ข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณ exposure ของบริษัท จากภัยต่างๆ ที่บริษัทเก็บความเสี่ยงไว้เอง (Net Retention) โดยประกันภัยต่อแบบนี้ เรียกว่า Non-Proportional Reinsurance (XoL-Excess of Loss) ซึ่งความคุ้มครองก็มีทั้งต่อลูกค้ารายเดี่ยว และเป็นเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง

เช่น ถ้าเราซื้อความคุ้มครองแบบมีความรับผิดส่วนแรก 5 ล้าน หากเกิดมีผู้เอาประกันรถยนต์ทุน 8 ล้าน เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ เสียหายเกิน 5 ล้าน บริษัทก็เรียกร้องจากรีอินชัวเรอส์ได้ หรืออาจเกิดน้ำท่วม เช่น ที่หาดใหญ่ใน 1 เหตุการณ์ อาจเสียหายคันละไม่กี่แสน แต่รวมทั้งเหตุการณ์แล้วเกิน 5 ล้าน ก็เรียกร้องได้

ข้อมูลส่วนนี้ที่ทาง IT กับ สินไหม จะช่วยได้ ก็คือ ระบบการแจ้งเตือนมายัง RMSD (ส่วนประกันต่อ) ทุกครั้งที่มีการเกิดความเสียหายทั้งรายเดี่ยวและต่อเหตุการณ์ ตามที่เราตั้งประมาณการสินไหมไว้ โดยจะต้องแจ้งสำหรับประมาณการที่ตั้งสำรองไว้ 50%, 75% หรือเกินวงเงินความรับผิดส่วนแรก ให้ RMSD แจ้งให้รีอินชัวเรอส์ตั้งสำรองไว้ และสรุปภาพรวมสินไหมตอนพิจารณาต่ออายุสัญญา

ดังนั้น แต่ละปี RMSD ก็จะแจ้งทางฝ่ายสินไหมแต่ละประเภทให้ทราบวงเงินความรับผิดส่วนแรก เพื่อจะได้แจ้งข้อมูลยอดที่กำหนดความรับผิดส่วนแรกทีนี้การทำงานแบบนี้ มันแมนวลล มันพึ่งพาฝ่ายสินไหมที่จะต้องคอยแจ้งเป็นรายๆ บางครั้งก็อาจมีหลุดๆ ไม่ได้แจ้งบ้าง

ก็อยากให้ IT ทำระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ รึอย่างน้อยก็ขอรายงานสรุปเป็นรายเดือนก็ยังดี ทีนี้มันก็ต้องกำหนดทั้งเคลมรายเดี่ยวและรายเหตุการณ์ ซึ่งพอเป็นรายเหตุการณ์ ก็ต้องมีฟิลด์ที่ระบุรหัสเหตุการณ์นั้นๆ เพื่อง่ายต่อการดึงข้อมูลภาพรวม และเก็บสะสมสินไหมจนกว่าจะเรียกร้องได้ตามวงเงินความรับผิดส่วนแรก ทีนี้การเปิดฟิลด์ให้สินไหมคีย์ มันก็แมนวลลลอีก ถ้าคีย์ไม่ครบทุกเคลม หรือระบุผิดเคลมก็มีปัญหาอีก ถ้า IT สามารถออโต้ใส่รหัสเหตุการณ์ให้ทุกเคลมที่อยู่ในช่วงเวลานั้น พื้นที่นั้น สาเหตุนั่นๆได้ ก็จะดีมาก แต่สำหรับประกันเดินทาง แล้วเกิดเหตุการณ์เครื่องบินตก ก็ต้องดึงรายการลูกค้าของสายการบินนั้นๆ เที่ยวบินนั่นๆด้วย หรือเหตุการณ์เฉพาะในประเทศปลายทางนั่นๆ

นี่ก็คือข้อมูลที่เกี่ยวกับเคลมที่เกิด ทีนี้ตอนต่ออายุ ก็จะดูว่าการเก็บความเสี่ยงภัยไว้เอง แต่ละประเภทกี่บาท เพื่อดูโอกาสที่จะเกิดเคลมรายเดี่ยว ส่วนรายเหตุการณ์ก็ต้องเรียกทุนรวมของแต่ละรหัสไปรษณีย์ เพื่อดูว่าหากเกิดน้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว หรือลมพายุ ก็ดูความเสี่ยงเบื้องต้นว่ามีทุนรวมเยอะมั้ย จะคิดเบี้ยเราเท่าไหร่ดี

ข้อมูลตรงนี้ ก็ต้องเริ่มตั้งแต่อันเดอไรท์ต้องคีย์งานเข้าระบบ แยกสถานที่เอาประกันภัยย่อย ทุนประกันภัยย่อย วงเงินจำกัดความรับผิดของแต่ละภัย ตามรหัสไปรษณีย์ เพื่อดึงข้อมูลย่อยดังกล่าวได้

ทีนี้เราก็จะรู้ว่าถ้าน้ำท่วมในพื้นที่จังหวะอยุธยา จะมีความเสียหายสักเท่าไหร่ ถ้าดึงมาความเสี่ยงเยอะ เค้าก็จะคิดเบี้ยสูง ผู้บริหารก็อาจตัดสินใจซื้อความคุ้มครองสูง ต้นทุนเราก็สูง แต่ถ้าดึงมาความเสี่ยงน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ตัดสินใจซื้อความคุ้มครองน้อยเกินไป หรือบางบริษัทอาจไม่ซื้อเลย

จะเห็นได้จากบทเรียนราคาแพง ที่เกิดจากมหันตภัยน้ำท่วม ที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อนว่าจะมีเหตุการณ์ที่กระทบพื้นที่วงกว้าง และแช่อยู่ในน้ำนานขนาดนั้น หลายบริษัทเสียหายเป็นพันๆ หมื่นๆล้าน แต่หากซื้อความคุ้มครองไว้เพียงพอ ความเสียหายสุทธิก็อาจจะเหลือไม่กี่ร้อยล้าน ในขณะที่บางบริษัทภาพรวมเสียหายไม่กี่ร้อยล้าน แต่ไม่ได้ซื้อความคุ้มครองไว้ กำไรทั้งปีก็อาจหายวับไป หรือต้องเพิ่มเงินลงทุนมหาศาล ดังนั้น ข้อมูลดังกล่าวสำคัญมาก เพราะความคงอยู่ของบริษัทก็มาจากการบริหารความเสี่ยงตรงนี้ ซึ่งบทบาทตรงนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากอันเดอไรท์ สินไหม และ IT อย่างมากค่ะ

วันนี้เอาคร่าวๆ สัญญาเดียวก่อนนะคะ ไว้มาเล่าให้ฟังอีกค่ะ ^^

ผู้เขียน:

Experienced and qualified insurance professional..like to share ideas and knowledge

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s